บริจาค

เห็นว่า..บล็อกนี้ดี มีประโยชน์... โปรดสนับสนุนผู้ทำบล็อกได้ที่ พร้อมเพย์ 083-4616989
หรือบัญชี 002-1-70462-8 กสิกรไทย สาขาบางลำภู

นารีผลกับความเท็จ [1]

การที่พระมหาโชดกทำตัวทุเรศทุรังไม่เป็นพระผู้ใหญ่ ไปโจมตีแบบโกหกว่า หลวงพ่อวัดปากน้ำเลิกสอนวิชาธรรมกายแล้ว 

สำหรับเหตุผลของการเลิกสอนวิชาธรรมกายของหลวงพ่อวัดปากน้ำนั้น มหาโชดกโกหกว่า เกิดจากหลวงพ่อวัดปากน้ำมาเรียนวิชายุบหนอพองหนอของท่าน  แล้วเกิดศรัทธามหาศาล จึงเลิกสอนวิชาธรรมกาย

นี่เป็นความเลวอันสุดๆ ของมหาโชดกในชาตินี้ของท่าน ซึ่งทำให้เกิดสงครามระหว่างสายปฏิบัติธรรม 2 สายคือ ยุบหนอพองหนอกับวิชาธรรมกายมาถึง ณ ปัจจุบันนี้

ความจริงถ้าพระมหาโชดกเลวเฉพาะตัวท่านเรื่องนี้ ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่มรดกความเลวดังกล่าวนั้น ได้ตกทอดมาถึงลูกศิษย์ 

กล่าวคือ ลูกศิษย์ของพระมหาโชดกก็ยังจะโจมตีหลวงพ่อวัดปากน้ำต่อ

เดือดร้อนถึงลูกศิษย์ของหลวงพ่อวัดปากน้ำก็ต้องเอาความจริงมาเปิดเผยบ้าง  ข้อมูลในส่วนนี้ ได้มาจาก http://www.gotoknow.org/posts/215071  ผลการเขียนของคุณ ธารณธรรม

ค่อยๆ อ่านไป ผมจะวิพากษ์วิจารณ์ไปด้วย

ท่านวัดอัมพวันVS นิยายมักรีผล VS ... สวนแก้ว โดย ธารณธรรม

เป็นนิยายที่แต่งไม่สมกับเหตุการณ์จริง อ่านทั้งหมด ท่านป่าม่วงVS นิยายตุ๊กตาผล VS ... สวนแก้ว แห่งสารขัณฑ์ประเทศ

ขอเชิญชาวพุทธวิจารณ์ และผู้ปฏิบัติสมถวิปัสสนาวิชชาธรรมกายควรทราบ

เรื่องนี้ขอทำความเข้าใจกันก่อน  นวนิยายเรื่องมักกะลีผล กับ นารีผลนั้น เป็นนวนิยายจริงๆ ดังนั้น เราจึงไม่ควรเอามาวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างเป็นข้อเท็จจริงแบบเชิงวิชาการ

เพราะ นิยายมันก็ต้องโม้ไปตามจินตนาการของคนแต่ง แต่กรณีนี้เป็นกรณีพิเศษ คือ เจ้าอาวาสวัดป่ามะม่วงเป็นตัวเอกในนิยาย เป็นชื่อที่แต่งขึ้นในนวนิยาย 

แต่เมื่อกล่าวถึงหลวงพ่อวัดปากน้ำ กลับกล่าวถึงกันเอาจริงๆ จังๆ  และส่งผลเสียต่อหลวงพ่อวัดปากน้ำด้วย  มันถึงเป็นเรื่องกันขึ้นมา 

ผมขอบอกไว้ ณ ที่นี่อีกครั้งว่า สุทัสสา อ่อนค้อมนี่ ตายเมื่อไหร่ไปนรกทันที แบบหนักหนาสาหัส แบบไม่มีใครช่วยได้เลย

คิดไม่ถึง ไม่น่าเชื่อ เป็นได้ไง ! โปรดพินิจพิเคราะห์ตามกลักกาลามสูตร แล้วจะเห็นแจ้ง

ท่านป่าม่วงVS นิยายตุ๊กตาผล VS บรรยายธรรมที่สำนักปฏิบัติธรรมสวนแก้ว เป็นดังนี้คือ:

๑. ท่านป่าม่วงเกิดเมื่อ ปี ๒๔๗๑ ที่สารขัณฑ์ประเทศ

๒. ท่านป่าม่วงอุปสมบทเมื่อ ปี ๒๔๙๑ ณ วัดพรหมบุรี สิงห์นคร ขณะที่มีอายุ ๑๙ ปี ๘ เดือน (เพราะปี ๒๔๘๓ หายไป ๓ เดือน คือเดือน มกรคม กุมภาพันธ์ และมีนาคม โดยทางราชการได้ประกาศเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่ของประเทศไทยจากวันที่ ๑๓ เมษายน ไปเป็นวันที่ ๑ มกราคม ตามอย่างสากล โดยถือเอาปี ๒๔๘๔ เป็นปีแรก

นิยายตุ๊กตาผลบอกว่า อุปสมบทเมื่ออายุ ๒๑ ปี เพราะได้นับรวมอายุที่ในท้องแม่ประมาณ ๑๐ เดือน แต่คิดเพิ่ม ๑ ปี จึงเป็นมีอายุ ๒๐ปี ๘ เดือน

๓. ท่านป่าม่วงสำเร็จมัธยมปีที่ ๔ จากโรงเรียนสุวิทดารามาส เมื่อ ปี ๒๔๘๗

นิยายตุ๊กตาผลบอกว่า ท่านป่าม่วงเรียนมัธยมปีที่ ๔ ที่โรงเรียนสวนกุหลาบ แต่ไม่ปรากฏชื่อโรงเรียนสวนกุหลาบในประวัติท่านป่าม่วง

๔. ศึกษาดนตรีไทย มีปี่พาทย์มอญ แตรวงเครื่องสาย การประพันธ์บทขับร้อง จากโยมบิดาและคุณหลวงธารา

ต่อมาคุณปู่ พันตรี หลวงธารา ได้นำพระคุณเจ้าเข้าฝากตัวกับจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี เพื่อเข้าศึกษาโรงเรียนนายตำรวจ

พระคุณเจ้าศึกษาอยู่ประมาณ ๑ เดือน จึงขอลาออกเนื่องจากไม่ถูกอัธยาศัยในวิชานี้

แต่นิยายตุ๊กตาผลบอกว่า เรียนดนตรีไทยกับหลวงประดิษฐ์ไพเราะ ต่อมาหลวงประดิษฐ์ไพเราะ ได้พาไปพบจอมพล ป. พิบูลสงคราม เพื่อขอให้ฝากเข้าโรงเรียนนายร้อยตำรวจ

ท่านป่าม่วงเรียนนายร้อยตำรวจเพียงสามเดือน ก็ขอลาออก โดยอ้างว่าโดนรุ่นพี่กลั่นแกล้ง

ยิ่งกว่านี้นิยายตุ๊กตาผลยังบอกต่อไปว่า หลวงประดิษฐ์ไพเราะได้พาไปเรี่ยไรเงินสร้างโบสถ์กับจอมพล ป. พิบูลสงคราม และบอกว่าจอมพล ป. พาเข้าเฝ้าสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี เพื่อเรี่ยไรเงินสร้างโบสถ์

เป็นที่น่าสังเกตว่า ในประวัติท่านป่าม่วงไม่ได้เป็นศิษย์หลวงประดิษฐ์ไพเราะ ดังนั้นเรื่องที่ว่าจอมพล ป. พาเข้าเฝ้าสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีเพื่อเรี่ยไรเงินสร้างโบสถ์นั้น จึงเป็นเรื่องที่น่าสงสัย เป็นการไม่สมควร เป็นการอาจเอื้อมเบื้องสูง

๕. ปี ๒๔๙๑ ศึกษาพระธรรมวินัย และวิปัสสนากรรมฐาน (จากหนังสือเลื่อนสมณศักดิ์ชั้นเทพ)

แต่ในหนังสือกฎแห่งกรรม...เล่ม ๑ บอกว่า ศึกษาพระธรรมวินัย เพียงอย่างเดียว

๖. ปี ๒๔๙๓ ศึกษากัมมัฏฐานกับพระครูนิวาสธรรมขันธ์ (หลวงพ่อเดิม) อำเภอหนองโพธิ์ จังหวัดนครสวรรค์

นิยายตุ๊กตาผลบอกว่า ศึกษาวิชาอาคมต่างๆ จากหลวงพ่อเดิม ระหว่างปลายปี ๒๔๙๑ - ต้นปี ๒๔๙๒ เป็นศิษย์ก้นกุฏิของหลวงพ่อเดิม และได้เรียนวิชาคชศาสตร์เป็นคนแรกและคนสุดท้าย”

แต่มีข้อสังเกตนิดหนึ่งที่นิยายตุ๊กตาผล ไม่ได้กล่าวถึงกิจที่หลวงพ่อเดิม ท่านตื่นตี ๔ เพื่อปฏิบัติกรรมฐานทุกวัน และมีหนังสือ๒ เล่มติดตัวหลวงพ่อเดิมอยู่ตลอดเวลา คือ ๑. มูลสมถะและทางวิปัสสนา และพระอภิธรรมภายใน (รัตนะและคณะ, ๒๕๔๖(?), พระอภิญญาเมืองสยาม, กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ฉัตรแก้ว,หน้า๑๘).

๗. ปี ๒๔๙๓ ศึกษาและ “ปฏิบัติสมถกรรมฐาน” วิชชาธรรมกาย กับพระภาวนาโกศลเถระ(สด จันฺทสโร) หลวงพ่อวัดปากน้ำ อำเภอภาษีเจริญ จังหวัดธนบุรี (จากหนังสือเลื่อนสมณะศักดิ์ชั้นเทพ..... ๒๕๔๔)

ตรงกันกับที่ท่านป่าม่วงเทศน์ที่สำนักปฏิบัติธรรมสวนแก้วเมื่อ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๔๑ ว่ามาเรียนวิชชาธรรมกายกับหลวงพ่อวัดปากน้ำปี ๒๔๙๓ และสำเร็จวิชชาธรรมกายในปีนั้นด้วย

ตรงกับนิยายตุ๊กตาผลที่บ่งบอกว่า ท่านป่าม่วงเรียนวิชชาธรรมกาย กับหลวงพ่อวัดปากน้ำ ครั้งแรก ปี ๒๔๙๓ แต่ต่างกันที่ตุ๊กตาผลไม่ได้บอกว่า ท่านป่าม่วงสำเร็จวิชชาธรรมกายในปี ๒๔๙๓

ตรงนี้ขอยืนยันว่า เจ้าอาวาสวัดป่ามะม่วงไม่สำเร็จวิชาธรรมกายนะครับ  เพราะวิชาธรรมกายไม่มีการสำเร็จกันอย่างที่เข้าใจกันผิดๆ

วิชาธรรมกายเป็นการปฏิบัติธรรม ที่พระพุทธเจ้าทรงสอนนั่นแหละ ถ้าจะสำเร็จก็คือ บรรลุพระอรหันต์






เชื่อยุบหนอพองหนอแต่สอนธรรมกาย


ในหนังสือนารีผลหน้าที่ 95 สุทัสสา อ่อนค้อมได้ปั้นเรื่องต่อมาว่า  เจ้าอาวาสวัดป่ามะม่วงก็คำนึงถึงพระวิญญาณ์ ลูกศิษย์ด้านวิปัสสนากรรมฐาน คนแรกคนเดียวของหลวงพ่อวัดปากน้ำ

หลังจากนั้น เจ้าอาวาสวัดป่ามะม่วง ก็นึกถึงคำพูดของหลวงพ่อวัดปากน้ำกับท่านว่า

“นี่ถ้าเราอยู่ เราจะสอนอย่างนี้ต่อไป แต่ถ้าเราจะหมดอายุ เราก็ขอแค่ตัวเราพ้นทุกข์” 

บัดนี้ ท่านประจักษ์แล้วว่า พระอาจารย์ของท่านได้บรรลุความสำเร็จสมดังปณิธานที่ตั้งไว้

ข้อเขียนดังกล่าวก็เป็นการบอกใบ้แบบดังๆ ว่า  หลวงพ่อวัดปากน้ำนั้น เชื่อการปฏิบัติธรรมแบบยุบหนอพองหนอแบบหมดใจ 

และจะไปพระนิพพานด้วยการปฏิบัติธรรมแบบยุบหนอพองหนอ แต่ในการเผยแพร่ธรรมะ จะสอนวิชาธรรมกายต่อไป

ผมก็ไม่รู้ว่า สุทัสสา อ่อนค้อมเอามันสมองส่วนไหนคิด ถึงเขียนออกมาได้อย่างนั้น  ผมก็จบปริญญาเอกเหมือนกัน  ยังงงๆ คิดมาได้อย่างไร

มันเป็นข้อเขียนที่บิดเบือน ตอแหล ตลบตะแลงแบบรับไม่ได้จริงๆ

ข้อเขียนของสุทัสสา อ่อนค้อมก็ยืนยันว่า หลวงพ่อวัดปากน้ำเป็นพระอริยะบุคคล ในขั้นสุดท้ายก็บรรลุพระอรหันต์

แล้วพระอรหันต์เขาจะทำแบบนี้หรือ

แล้วในความเป็นจริงนั้น  หนังสือวิชาธรรมกายของหลวงพ่อวัดปากน้ำนั้น ให้ความรู้ทั้งด้านปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ มากกว่าหนังสือของสาวกพระพม่าทั้งโลกที่ผลิตกันออกมา

ไม่ต้องพูดถึงหนังสือธรรมะแบบห่วยแตกของพระมหาโชดกเลยก็ได้

ทำไมผมกล้ายืนยันอย่างนั้น  หลักฐานยืนยันก็คือ  พระพม่าเข้าใจผิดเรื่องศาสนาพุทธมาก ในด้านปริยัติธรรมนั้น  ไม่เคยศึกษาหัวข้อธรรมอื่นๆ เล่นอย่างเดียวคือ สติปัฏฐาน 4

แต่ไม่เคยเข้าใจสติปัฏฐาน 4 อย่างแท้จริง  เมื่อค้นพบวิธีการปฏิบัติธรรมแบบทำความรู้สึกตัวตลอดเวลา พร้อมกับพิจารณาพระไตรลักษณ์แบบผิดๆ ไปด้วย ก็จับยัดเป็นสติปัฏฐาน 4

ผลงานเขียนจึงวนเวียนอยู่แค่นั้น  ไม่ได้ก้าวหน้าไปไหน

ในหนังสือนารีผลหน้าที่ 97-98 สุทัสสา อ่อนค้อมก็ตอกย้ำกรรมหนักของเขาเองด้วยการพูดคุยระหว่างเจ้าอาวาสวัดป่ามะม่วงกับพระมหาโชดก ดังนี้

“แล้วในอนาคตต่อไปข้างหน้า วัดปากน้ำจะสอนธรรมกายหรือสติปัฏฐาน”

“แนวธรรมกายสิ เพราะอย่างน้อยก็เป็นอนุสรณ์แต่เจ้าคุณหลวงพ่อในฐานะที่ท่านเป็นผู้ค้นพบวิชชาธรรมกายเป็นคนแรก 

ข่าวว่าพระวิญญาณ์ท่านไปสร้างวัดใหม่อยู่ที่จังหวัดสระบุรี ก็ดีนะ จะได้มีหลากหลายออกไป และฉันก็เห็นว่า ในอนาคตคนที่สนใจธรรมกายก็จะไม่ลดจำนวนลง เพราะ คนเขาอยากร่ำอยากรวยมากกว่าอยากจะบรรลุพระนิพพาน ...

วิชาธรรมกายจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องปากเรื่องท้อง ช่วยให้ญาติโยมร่ำรวย ”

สุทัสสา อ่อนค้อมโกหกมาตลอดในหนังสือว่า หลวงพ่อวัดปากน้ำหันไปปฏิบัติธรรมตามแบบยุบหนอพองหนอแล้ว

แต่ก็ขัดกับความเป็นจริงที่ว่า หลวงพ่อวัดปากน้ำก็ยังเผยแพร่วิชาธรรมกายอยู่ และวิชาธรรมกายก็โด่งดังออกไปมากด้วย

อีตรงนี้แหละ กูจะโกหกต่อไปอย่างไรดี สุทัสสา อ่อนค้อมคงคิดอย่างนั้น

เมื่อไม่รู้จะเอาอีท่าไหนดี และก็คงเห็นว่า รูปของหลวงพ่อวัดปากน้ำนั้น ได้รับความนิยมมาก มากกว่าพระมหาโชดกอย่างไม่ต้องเปรียบเทียบกัน

ถ้าผู้อ่านสังเกตให้ดี  ร้านค้าต่างๆ ร้านทอง รถโดยสารประจำทางจะมีรูปหลวงพ่อวัดปากน้ำติดอยู่เป็นจำนวนมาก เพราะ ทำให้การทำมาค้าขายดีขึ้น

ขออธิบายเพิ่มเติมนิดหนึ่ง

ผมได้เขียนไปแล้วในหลายๆ บทความว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาพุทธนั้นคือ “จักรพรรดิ” 

วัตถุมงคลทั้งหลายนั้น ให้ปลุกเสกจนเกจิอาจารย์คอแตกตายไป 500 คน  ถ้าไม่มีจักรพรรดิเข้าไปอยู่ก็ไม่มีทางศักดิ์สิทธิ์ได้

รัตนะชาติ คดต่างๆ นั้น ไม่เคยมีการปลุกเสกอะไรเลย แต่ก็ศักดิ์สิทธิ์เพราะมีจักรพรรดิไปอยู่ในนั้น

รูปของหลวงพ่อวัดปากน้ำนั้น  ถ้าใครมีไว้ และเคารพบูชากันจริงๆ จักรพรรดิจะเข้าไปอยู่เพื่อดูแลและปกปักรักษา

ดังนั้น รูปของหลวงพ่อจึงเป็นมงคลแก่สถานที่นั้นๆ  ทำให้ทำมาค้าขายดีขึ้น

ผมขอย้ำในฐานที่เป็นวิทยากรสอนวิชาธรรมกายว่า วิชาธรรมกายคือ วิชาที่พระพุทธเจ้าทรงเผยแพร่เมื่อพระองค์ยังมีพระชนม์ชีพอยู่  ไม่ได้เน้นไปที่ความร่ำรวย

แต่คนที่ปฏิบัติตามแล้ว จะทำให้อยู่ดีมีสุข ค้าขายรุ่งเรือง เจริญ ก็ทำให้เป็นคนรวยขึ้นมาได้

ก็คงได้คราวสรุปกันได้แล้วว่า หนังสือของสุทัสสา อ่อนค้อมที่เขียนถึงหลวงพ่อวัดปากน้ำนั้น ไม่เป็นความจริง  เป็นการเขียนขึ้นมาเพื่อยกย่องเชิดชูสายยุบหนองพองหนอเท่านั้น

การยกย่องสายของตัวเองนั้น เป็นสิ่งที่น่ายินดีและควรทำ แต่ไม่ควรไปทำร้ายหรือโจมตีสายอื่น  และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป้าโจมตีมุ่งไปที่หลวงพ่อวัดปากน้ำ

กรรมโคตรหนักอย่างมหาศาลจึงเป็นของสุทัสสา อ่อนค้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และก็ไม่มีใครที่จะช่วยได้เลย  เพราะ แต่ละคนก็จะไปอบายภูมิเหมือนกันหมด

สิ่งที่น่าเสียใจมากสำหรับสุทัสสา อ่อนค้อมก็คือ กรรมของสุทัสสา อ่อนค้อมหนักกว่าคนอื่นๆ เขา จึงต้องลงนรกชั้นที่ต่ำกว่าคนอื่น และอยู่กันยาวนานกว่าคนอื่น....






สุทัสสา อ่อนค้อมกับกรรมหนัก

ในกลุ่มที่เป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อวัดปากน้ำนั้น  ผมขอยืนยันเลยว่า กลุ่มที่เป็นลูกศิษย์ของคุณลุงการุณย์ บุญมานุชมีวิชาธรรมกายสูงกว่ากลุ่มอื่นๆ

หลักฐานยืนยันมีหลายอย่างหลายประการ แต่ขอนำเสนอเพียง 2 รายการคือ ผลการสอนวิชาธรรมกายกับการปฏิบัติตามตำราวิชาธรรมกาย

ผลการสอนนั้น ในขณะที่วัดพระธรรมกายไม่เคยสอนให้ใครเห็นดวงธรรมและกายธรรมได้เลย ส่วนวัดหลวงพ่อสดฯ จะสอนได้ประมาณร้อยละ 30  พวกผมนี่ประมาณร้อยละ 95 

สำหรับการปฏิบัติตามตำราวิชาธรรมกาย กลุ่มลูกศิษย์ของคุณทำได้ตามตำราของหลวงพ่อวัดปากน้ำทั้ง 4 เล่ม แต่ไม่ได้หมายความว่า คนที่ทำได้นี่ บรรลุเป็นพระอรหันต์กันหมดแล้ว

และก็ค่อนข้างจะเป็นไปไม่ได้ด้วย เพราะ ลูกศิษย์คุณลุงส่วนใหญ่ปรารถนาพุทธภูมิ จึงไม่มีทางบรรลุพระอรหันต์แน่ๆ

เนื่องจากเรามีความรู้สูงอย่างนั้น เมื่อเราช่วยกันตรวจกรรมของสุทัสสา อ่อนค้อม ปรากฏว่า สุทัสสา อ่อนค้อมโดนกรรมหนักมาก เป็นรองสมีธัมมชโยเท่านั้น

ผมยังตกใจเลยว่า ทำไมสุทัสสา อ่อนค้อมถึงโดนกรรมหนักขนาดนั้น 

มาถึงวันนี้ ผมไม่แปลกใจอีกแล้ว เพราะ สุทัสสา อ่อนค้อมพยายามโจมตีวัดปากน้ำแบบไม่มีพื้นฐานความจริงเลย

ข้อเขียนของสุทัสสา อ่อนอ้อมบิดเบือนความจริงทั้งสิ้น

ผลของการบิดเบือนความจริงดังกล่าวนั้น เพียงมีคนอ่านเพียงคนเดียวก็หนักหนาสาหัสแล้ว  นี่คนอ่านกันมากมายขนาดนี้ ผลของกรรมชั่วจึงทบเท่าทวีคูณเข้าไป

ในบทความ “เห็นหลวงพ่อวัดปากน้ำในนิมิต”  ผลได้ลงข้อความที่บิดเบือน และวิพากษ์วิจารณ์ไปแล้วว่า  พระมหาโชดกห้ามเห็นนิมิต แล้วทำไมเจ้าอาวาสวัดป่ามะม่วงจึงเห็นนิมิต และเชื่อนิมิตได้

ต่อไปวิพากษ์วิจารณ์กันต่อ ข้อความนี้

เรื่องที่สองก็ไม่สำคัญเท่าไร คือ เราจะละสังขารในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2502 เธอจะเข้าบางกอกวันที่ 2 คงได้มางานศพเรา

ท่านเจ้าคุณโชดก ท่านก็คงมา เพราะ ท่านเป็นอาจารย์เรา

ตรงนี้ เป็นการบิดเบือนความจริงอย่างที่ไม่ควรจะเป็น 

ผมขอย้ำอีกครั้งว่า เรื่องนี้เป็นนวนิยาย โดยปกติแล้ว ก็ไม่ควรไปเอาความจริงอะไรกันหนักกันหนา

แต่กรณีของหนังสือชุดนี้ของสุทัสสา อ่อนค้อมมันเป็นกรณีพิเศษ คือ ใช้ชื่อจริงของหลวงพ่อวัดปากน้ำ และมีเจตนาโจมตี  มันถึงต้องมาโต้ตอบกัน

การโกหกของสุทัสสา อ่อนค้อม เป็นการโกหกที่ใช้ไม่ได้เลย

กรณีของพระมหาโชดกกับหลวงพ่อวัดปากน้ำนั้น ถ้าเปรียบเทียบกับยุคปัจจุบัน คล้ายๆ กับการที่เราไปเข้าสัมมนาหรืออบรมหลักสูตรใดหลักสูตรหนึ่ง

ดังนั้น ถ้าพระมหาโชดกกับสาวกพูดเพียงแค่ว่า พระมหาโชดกเป็นวิทยากรในการสอนครั้งนั้น มันก็เป็นสิ่งที่ถูกต้อง 

แต่ไปป่าวประกาศโฆษณาว่า หลวงพ่อวัดปากน้ำเป็นลูกศิษย์พระมหาโชดกนี่ มันก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรกระทำกันจริงๆ 

เพราะหลวงพ่อวัดปากน้ำไม่เคยพูด ไม่เคยบันทึกไว้เลยว่า พระมหาโชดกเป็นอาจารย์ของท่าน

ต่อมาก็คือ ข้อความนี้

เรื่องที่สามสำคัญที่สุด ขอให้เธอจดจำไว้ และทำให้ได้อย่างเรา คือ เราจะไม่ไปเกิดที่ไหนอีก แล้วเราก็ได้ลูกศิษย์คนแรก และคนสุดท้ายที่เราได้ถ่ายทอดวิชาสติปัฏฐาน 4 ให้

เขามีศักดิ์เป็นหม่อมเจ้า แต่ไม่เปิดเผยให้ผู้ใดรู้ แม้แต่เราเขาก็ไม่บอก ศิษย์ผู้นี้เรียนจบแพทย์จากมหาวิทยาลัยปารีส ประเทศฝรั่งเศส

เป็นอาจารย์สอนอยู่ศิริราช เกษียณอายุแล้วมาบวชเป็นลูกศิษย์กรรมฐานคนแรกของเรา

เป็นคนสำคัญมาก ขอให้เธอจำชื่อเขาให้ดี “พระวิญญาณ์” คือ ชื่อของเขา หมดธุระของเราแล้ว เราไปละนะ” แล้วนิมิตนั้นก็หายไป

เรื่องนี้ เป็นการบิดเบือนที่น่ารังเกียจสุดๆ ก็สมควรกับกรรมหนักที่สุทัสสา อ่อนค้อมควรได้รับแล้ว

สุทัสสา อ่อนค้อมไปปั้นเรื่องว่า หลวงพ่อวัดปากน้ำนั้น นอกจากไปเรียนกับมหาโชดก ยอมรับว่ามหาโชดกเป็นอาจารย์แล้ว 

หลวงพ่อวัดปากน้ำยัง “ถ่ายทอดวิชาสติปัฏฐาน 4” ให้กับลูกศิษย์ของหลวงพ่อแล้ว  เป็นคนแรกและคนสุดท้ายเสียด้วย

ผมอ่านแล้ว สุทัสสา อ่อนค้อมจบปริญญาเอกมาได้อย่างไรผมไม่รู้ แต่ไม่ได้มีคุณธรรม จริยธรรมอะไรเลย

จะโกหกทั้งที ก็ให้มันสมเหตุสมผลหน่อยก็ไม่ได้

ไม่มีเอกสารใดๆ และไม่มีประวัติของหลวงพ่อวัดปากน้ำปรากฏ ณ ที่ใดว่า หลวงพ่อวัดปากน้ำสอนยุบหนอพองหนอของพระมหาโชดก

ในช่วงที่พระมหาโชดกมามาเปิด “อบรมภาคบังคับ” หลวงพ่อวัดปากน้ำ ณ ที่วัดปากน้ำนั้น หลวงพ่อวัดปากน้ำก็ยังเผยแพร่วิชาธรรมกายตามปกติ

ในประเด็นของสติปัฏฐาน 4 นั้น การสอนของพระพม่ากับมหาโชดกมันไม่ใช่สติปัฏฐาน 4 ผมวิพากษ์วิจารณ์ไปมากแล้ว ขอให้ไปอ่านได้ที่นี่

สติปัฏฐาน 4
01. ดร. สนองกับยุบหนอพองหนอ  http://sanongphongyup.blogspot.com
02. กายในกายคืออะไร  http://whatisbodyinbody.blogspot.com
03. กายในกายภายในภายนอก  http://bodyinbodyinandout.blogspot.com
04. กายธรรมสติปัฏฐาน  http://kaithamsatipatthan.blogspot.com
05. สติปัฏฐาน 4 ไม่เป็นวิปัสสนา  http://satipatthan.blogspot.com
06. พระพม่าตาบอด  http://blindburmamonk.blogspot.com
07. ความหลงผิดของพระพม่า  http://burmamonkbemisguided.blogspot.com/
08. สติปัฏฐานได้เพียงสติสัมปชัญญะ  http://satisampachanya.blogspot.com
09. เอกายนมรรค!!!  http://akayanamak.blogspot.com
10. มักกะลีผล  http://makkaliphol.blogspot.com/
11. มหาสีสยาดอ  http://Mahasisayadau.blogspot.com
12. มหาโชดก  http://mahachodok.blogspot.com/
13. แนบ มหานีรานนท์  http://neapnamruup.blogspot.com
14. โกเอ็นกา  http://koenga.blogspot.com/
15. หลวงพ่อเทียน  http://luangphotian.blogspot.com/


การปฏิบัติธรรมที่เป็นสติปัฏฐาน 4 จริงๆ ก็คือ วิชาธรรมกายนี่แหละ  ลองไปอ่านงานเขียนของหลวงปู่ชั้วดูที่นี่  

บันทึกของหลวงปู่ชั้ว  http://luangpuchauw.blogspot.com