บริจาค

เห็นว่า..บล็อกนี้ดี มีประโยชน์... โปรดสนับสนุนผู้ทำบล็อกได้ที่ พร้อมเพย์ 083-4616989
หรือบัญชี 002-1-70462-8 กสิกรไทย สาขาบางลำภู

นารีผลกับความเท็จ [4]

นอกจากข้อเขียนของคุณธารณธรรมแล้ว ยังมีผู้อ่านเข้ามาร่วมให้ความคิดเห็นด้วย  ก็เลยเอามาอ่านกันเลย

การที่ท่านป่าม่วงพูดหรือเขียนบิดเบือนบอกว่า หลวงพ่อสดบอกว่าวิชชาธรรมกายแก้ทุกข์ประจำไม่ได้ แต่แก้ทุกข์จรได้

และยังให้ร้ายวิชชาธรรมกายอีกด้วยว่า เป็นวิชชามุ่งให้ความร่ำรวยเป็นที่ตั้ง ไม่ได้มุ่งไปนิพพาน

และกล่าวหาศิษย์วัดปากน้ำว่า จะเผาตำราที่เรียนกรรมฐานแบบวัดมหาธาตุทิ้ง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าละอายอย่างยิ่ง เป็นเรื่องที่นึกไม่ถึงว่า ท่านป่าม่วงที่มีบางคนเข้าใจว่าเป็นอรหันต์กล้ากระการนี้ตามลำพัง

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ได้พยายามทำให้ความจริงปรากฏขึ้นมา เหมือนพลิกภาชนะที่คว่ำให้หายขึ้น จนมองเห็นกระจ่างว่า มีอะไรในภาชนะนั้นบ้าง สามารถพิสูจน์ได้ทุกขั้นตอน มีเอกสารอ้างอิงไม่ใช่นั่งเทียนเขียน

เป็นพระโยชน์ต่อพระศาสนา เป็นประโยชน์แก่ชาวพุทธที่ต้องการทราบความจริง ช่วยให้ชาวพุทธไม่ต้องทำบาป โดยไม่ต้องนำความเท็จไปบอกต่อๆ กันไป

ส่วนที่มีโทษนั้นมี คือผู้บิดเบือนและคณะคงไม่ชอบใจเป็นแน่ แต่ถ้าเทียบกับส่วนที่ได้ประโยชน์นั้นเทียบกันไม่ติด ถือว่าน้อยมาก เป็นการป้องปรามไม่ให้ใครคิดเอาเป็นเยี่ยงอย่าง เขียนบิดเบือนให้ร้ายผู้อื่นในทำนองนี้อีก

เนื่องจากความลับไม่มีในโลก ดังนั้นจะต้องมีคนมาพิสูจน์ทราบความจริงได้ในที่สุด แม้ว่าจะต้องใช้เวลาเป็นสิบๆ ปีในการแสวงหาข้อมูลก็ตาม

เชื่อว่าเรื่องนี้ต่อไปคงได้ใช้เป็นกรณีศึกษาวิจัย แล้วผลการวิจัยนั้นจะได้รับการบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ศาสนาแห่งสารขัณพ์ประเทศในศตวรรษที่สองพันหกเป็นแน่

ข้อสังเกตที่สำคัญมากที่สุดอันหนึ่งคือ บุคคลหรือพระเถระสำคัญที่ท่านป่าม่วงเอ่ยถึง หรือนิยายตุ๊กตาผลอ้างถึง จะเป็นบุคคลหรือพระเถระที่เสียชีวิตไปแล้วทั้งนั้น

ไม่มีโอกาสจะมาชี้แจงข้อเท็จจริง เป็นการปิดโอกาสไม่ให้ใครที่สงสัยไปสักถามข้อเท็จจริงได้

ขอชี้แจงเรื่องใน http://www.jarun.org/v5/th/lrule06h0501.html ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณที่คุณมะตาดที่กรุณาส่งให้อ่าน

การที่เขียนชมวิธีการของหลวงพ่อวัดปากน้ำอันนี้เป็นเทคนิคลวงผู้คนให้ตายใจ ว่าตนเป็นคนกตัญญู แต่ขอยืนยันว่าวิชาหลวงพ่อที่เอาไปใช้นั้นดีจริงๆ

ในเว็บนี้ ยังบอกว่าไปเรียนกรรมฐานกับหลวงพ่อ ๒ ครั้ง แต่สายไปแล้ว คงเป็นการเขียนแก้เกมหลังจากมีคนเขียนไปต่อว่าถึงสำนักป่าม่วง

เพราะว่าถ้าเป็นคนทำอะไรตรงไปตรงมาก็ต้องเรียนสมเด็จฯ วัดปากน้ำแล้วว่า มาเรียน ๒ ครั้ง แต่กลับเรียนสมเด็จว่า มาเรียนปี ๒๔๙๖ ทำไมไม่กล้าบอกสมเด็จฯ ว่ามาเรียนปี ๒๔๙๓ มาเขียนที่หลังจะได้ประโยชน์อะไร

จากข้อความในเว็บดังกล่าวที่ว่า“ขอบูชาพระสักกำเถอะ จะนำไปแจกญาติ”

ท่านบอก “ไม่ได้ ต้องเอาไปองค์เดียว” อาตมาก็ไม่ทราบว่านโยบายท่านทำไมให้องค์เดียว อาตมาก็ไปเซ้าซี้ถามท่าน ท่านก็ตอบออกมาคำหนึ่ง........

“หลวงพ่อครับ ญาติผมเยอะนะ” ก็ยังไปเซ้าซี้กับท่านอีก วันสุดท้ายท่านบอก

“ตามใจ” อาตมาก็บอกว่า “ตามใจ อย่าให้เป็นบาปนะหลวงพ่อนะ” หยิบใส่ย่ามมา จะเป็นบาปหรือไม่ก็ไม่ทราบ ได้มาตั้งแต่พ.ศ.๒๔๙๖ เดี๋ยวนี้ไม่มีเหลือติดย่ามสักองค์เดียว”

ท่านป่าม่วงเป็นบุคคลพิเศษอะไร? หลวงพ่อจึงอนุญาตให้ยิบพระใส่ย่าม และที่ตุ๊กตาผลอ้างว่าได้เป็นศิษย์ก้นกุฏิเพราะเป็นหลานหลวงธารา

โดยอ้างว่า หลวงธาราเคยไปทอดกฐินที่วัดปากน้ำ ขออภัยต้องขอบอกไม่เคยได้ยินชื่อหลวงธาราเลย เป็นเรื่องที่พูดเอาเอง ศิษย์หลวงพ่อทุกคนทราบดีว่าหลวงพ่อเล็กเป็นศิษย์ก้นกุฏิ

เป็นไปไม่ได้ที่หลวงพ่อวัดปากน้ำจะอนุญาตให้หยิบพระใส่ย่าม เพราะอะไร เพราะว่าแม้แต่สมเด็จสังฆราชปุ่น วัดโพธิ์ฯ หลานหลวงพ่อ

รับใช้หลวงพ่อตั้งแต่เป็นเด็กเล็ก เป็นสามเณรจนเป็นพระภิกษุ ได้เป็นสมเด็จพระสังฆราชตามคำพยากรณ์ของหลวงพ่อ หลวงพ่อยังให้พระของขวัญเพียงองค์เดียว

เพราะหลวงพ่อสร้างพระของขวัญขึ้นมาเพื่อแจกเป็นของขวัญแก่คนที่มาทำบุญเพื่อสร้างอาคารโรงเรียนปริยัติธรรมวัดปากน้ำตั้งแต่ ๒๕ บาทขึ้นไป

ไม่ว่าจะทำบุญเป็นพัน หรือเป็นหมื่นก็ให้องค์เดียว คือคนเดียวองค์เดียว ถ้าท่านมอบให้ใครเปล่า ๆ หลวงพ่อจะต้องเอาเงินส่วนตัวท่านออกแทน เพราะหลวงพ่อบอกว่าพระของขวัญท่านทำให้วัดไม่ใช่ของท่าน {สมเด็จพระสังฆราชปุ่น ครั้งมีสมณะศักดิ์ที่สมเด็จพระวันรัต, ๒๕๒๙, ประวัติพระมงคลเทพมุนี (หลวงพ่อวัดปากน้ำ) และอนุภาพธรรมกาย ใน พระมงคลเทพมุนี ประวัติหลวงพ่อ และคู่มือสมภาร. ๒๕๒๙ วัดปากน้ำ, ภาษีเจริญ, และสมาคมศิษย์หลวงพ่อวัดปากน้ำ, กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ ไทยวัฒนาพานิช จำกัด, หน้า ๙๖}

หลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านเป็นคนจริง พูดจริงทำจริง มีวาทะตรงกับใจ ไม่ชอบคนโกหก มีเมตตาธรรมสูง มีความกตัญญูกตเวทิตาธรรมสูง มีความกล้าหาญ กล้าพูดกล้าสอน ไม่ครั่นคร้ามต่อใคร

เมื่อเห็นดีอย่างไร ก็ปฏิบัติไปตามนั้น หลวงพ่อบอกว่าใครโกหกท่านเป็นคนหมดดี พระไม่ใช่ของท่าน มีหรือหลวงพ่อจะอนุญาตให้ท่านป่าม่วงยิบพระของขวัญใส่ย่าม

โดยเฉพาะผู้มีบารมีอย่างหลวงพ่อ มีหรือจะไม่ทราบว่า ต่อไปในอนาคตท่านป่าม่วงจะให้ร้ายวิชชาธรรมกาย ดังที่กระทำอยู่ในปัจจุบัน

และขอบคุณคุณมะตาดอีกครั้งหนึ่งที่ส่ง http://www.jarun.org/v5/th/lrule08h0102.html มาให้ ข้อความในเว็บที่ว่า

“อาตมาได้ฟังเทศน์ลำดับญาณ โดยอาจารย์พม่ามาเทศน์และมีทูตมาแปลเป็นภาษาไทย ฟังพร้อมกับหลวงพ่อสดวัดปากน้ำ

เดิมทีอาตมาไม่ทราบว่าท่านมานั่งกรรมฐานที่วัดมหาธาตุฯ พอดีท่านเจ้าคุณอาจารย์ไปสอบอารมณ์ อาตมาก็ตามไปฟัง

หลวงพ่อสดบอกอาตมาว่า เราเป็นขี้ข้าเขามาหลายสิบปี มีแต่นิมิตเครื่องหมายมากมาย และติดนิมิต พอกำหนด เห็นหนอ ๆ นิมิตธรรมกายหายไป ปัญญาเกิด และเข้าผลสมาบัติได้ถึง ๘๔ ชั่วโมง

หลังจากนั้น ก็เข้านิโรธสมาบัติได้ด้วย อันนี้ขอเปิดเผยเพราะท่านมรณภาพไปแล้ว และท่านยังบอกอาตมาอีกว่า ถ้าเราอยู่เราจะสอนอย่างนี้ต่อไป แต่ถ้าเราจะหมดอายุเราก็ขอแค่ตัวเราพ้นทุกข์”

เป็นเรื่องที่น่าละอายอย่างยิ่งที่ศิษย์คิดล้างครู เป็นเรื่องที่ท่านป่าม่วงจินตนาการเอาเอง เพราะหลวงพ่อถูกเกณฑ์ให้เรียน ไม่ใช่มาเรียนเอง

ท่านถูกเกณฑ์มาเรียน หลังท่านป่าม่วงเรียนจบไปแล้วประมาณ ๔ เดือน ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะได้ฟังเทศลำดับญาณพร้อมหลวงพ่อวัดปากน้ำ

เป็นที่น่าสังเวชยิ่งที่เขียนว่าหลวงพ่อวัดปากน้ำบอกตนว่า “เราเป็นขี้ข้าเขามาหลายสิบปี มีแต่นิมิตเครื่องหมายมากมาย และติดนิมิต พอกำหนด เห็นหนอ ๆ นิมิตธรรมกายหายไป ปัญญาเกิด และเข้าผลสมาบัติได้ถึง ๘๔ ชั่วโมง

หลังจากนั้นก็เข้านิโรธสมาบัติได้ด้วย อันนี้ขอเปิดเผยเพราะท่านมรณภาพไปแล้ว และท่านยังบอกอาตมาอีกว่า ถ้าเราอยู่เราจะสอนอย่างนี้ต่อไป แต่ถ้าเราจะหมดอายุเราก็ขอแค่ตัวเราพ้นทุกข์”

เป็นที่น่าสังเกตว่าท่านป่าม่วง ไม่กล้าเขียนว่า ตนเรียนกับเจ้าคุณโชดกวันไหนเดือนไหน สำเร็จวันไหนเดือนไหน เพียงแต่บอกเรียนปี ๒๔๙๗

เป็นข้อความที่ท่านป่าม่วงปั้นน้ำเป็นตัวขึ้นมาเอง เป็นที่น่าเวทนาแบบสุด ๆ เป็นคำโกหกแบบที่จับได้ง่ายมากว่าเป็นคำมุสา

ดังข้อความว่า “เราจะหมดอายุเราก็ขอแค่ตัวเราพ้นทุกข์” เพราะเป็นไปไม่ได้ที่คนบรรลุญาณ ๑๖ แล้ว กลับเปลี่ยนแปลงจากหน้ามือเป็นหลังมือ

จากผู้มากไปด้วยความเมตา กลายเป็นคนเห็นแก่ตัว คิดจะเอาตัวรอดคนเดียว ไม่คิดช่วยเหลือศิษย์ที่มีจำนวนเป็นแสนเป็นล้านให้บรรลุคุณวิเศษเหมือนตน ไม่สมกับผู้บรรลุญาณ ๑๖ เลย แปลกจริงหนอ ๆ ๆ ๆ

สวรรค์มีตา จึงทำให้สามารถมองเห็นเจตนาของผู้ปั้นน้ำเป็นตัวได้ชัดเจน ต้องพูดว่าสวรรค์มีตาจริง ๆ ๆ ๆ !

ที่ท่านป่าม่วงบอกว่า “อันนี้ขอเปิดเผยเพราะท่านมรณภาพไปแล้ว” นี้เป็นเหลี่ยมคูของผู้คนที่ไม่สุจริต

เพราะถ้ามุสาแบบนี้ สมัยหลวงพ่อวัดปากน้ำมีชีวิตอยู่คงทำไม่ได้ เพราะคนคงไปถามหลวงพ่อ






นารีผลกับความเท็จ [3]

เรามาวิพากษ์วิจารณ์ข้อเขียนของคุณธารณธรรมกันต่อ และก็เหมือนเดิม ค่อยๆ อ่านไป ผมจะวิพากษ์วิจารณ์ไปด้วย

๑๒. ปี ๒๔๙๗ ศึกษาและปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน กับเจ้าคุณอาจารย์พระอุดมวิชาญาณเถระ วัดมหาธาตุ จังหวัดพระนคร

ต่อมาเป็นพระธรรมธีรราชมหามุนี เจ้าคณะภาค ๙ (พระอาจารย์ใหญ่ ฝ่ายวิปัสสนาธุระ)

นิยายมักกะลีผลบอกให้ทราบว่า ท่านป่าม่วงเรียนกรรมฐานกับท่านเจ้าคุณโชดกเมื่อ “เดือนมิถุนายน - เดือนตุลาคม ๒๔๙๗”

ดังนั้นท่านป่าม่วงต้องได้ฟังการเทศน์ลำดับญาณปลายเดือนตุลาคม ก่อนที่จะย้ายไปอยู่ที่วัดระฆังเพื่อเรียนอภิธรรมที่วัดระฆังเป็นเวลา ๓ เดือน

จึงเป็นไปไม่ได้ที่ท่านป่าม่วงจะได้ฟังเทศน์ลำดับญาณพร้อมสมเด็จพระศรีนครินทราพระบรมราชชนนี เพราะพระองค์ท่านทรงเริ่มปฏิบัติกรรมฐาน เมื่อ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๘ หลักสูตร ๑ เดือน

ดังนั้น การบอกใครๆ เขียนในเว็บ หรือเขียนประกาศว่าฟังเทศน์ลำดับญาณพร้อมสมเด็จพระศรีนครินทราพระบรมราชชนนี นั้นเป็นการอาจเอื้อมเบื้องสูงโดยแท้

ถ้ามีการเอาเรื่องนี้ขึ้นสู่โรงศาล คงมีคนต้องคดีหลายคน

และเป็นไปไม่ได้ที่ได้ฟังเทศน์ลำดับญาณพร้อมหลวงพ่อวัดปากน้ำ ที่ถูกเกณฑ์ให้เรียนกรรมฐานแบบหนอเมื่อวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๘ หลักสูตร ๑ เดือน เพราะท่านป่าม่วงออกจากวัดมหาธาตุไปแล้วประมาณ ๓-๔ เดือน

เพราะการฟังเทศน์ลำดับญาณนั้น เขาฟังกันเฉพาะผู้ที่บรรลุญาณ ๑๖ ใหม่ๆ ไม่ใช่จบไปตั้งนานแล้วกลับมาฟังพร้อมผู้เพิ่งจบ ไม่มีสำนักปฏิบัติกรรมฐานแบบหนอที่ไหนเขาปฏิบัติกัน

ดังนั้น เรื่องที่บอกว่าได้ฟังได้ยินเรื่องที่หลวงพ่อวัดปากน้ำพูดกับเจ้าคุณโชดก จึงเป็นไปไม่ได้ เป็นการจินตนาการเขียนเอาเอง

เป็นที่ทราบกันดีสำหรับพวกปฏิบัติกรรมฐานสายหนอ ว่าสำนักวิเวกอาศรม ชลบุรี สมัยที่พระอาจารย์อาสภเถระเป็นเจ้าสำนัก หลวงพ่อเดือนเป็นผู้ช่วยนั้น

ทางสำนักวิเวกอาศรมไม่รับรองผู้ที่ต้นสำนักท่านป่าม่วงบอกว่า บรรลุญาณ ๑๖ เพราะเคยมีตัวอย่างที่ต้นสำนักรับรองสามเณรรูปหนึ่ง เข้าใจว่าเป็นรูปแรกเพราะเห็นตื่นเต้นกันใหญ่

แต่พระอาจารย์อาสถเถระท่านคัดค้านว่าไม่ใช่ และเป็นดังที่ท่านอาจารย์อาสภเถระบอก เพราะสามเณรคนนั้นสึกแล้วเป็นขโมย

มีบุคคลกลุ่มหนึ่งที่ทางสำนักเดิมรับรองว่าบรรลุญาณ ๑๖ แล้ว ไปปฏิบัติธรรมที่สำนักวิเวกอาศรม เนื่องจากบุคคลเหล่านั้นไม่ได้บรรลุญาณ ๑๖ จริง

จึงคิดทำการใหญ่ อยากเป็นเจ้าสำนัก จึงรวมหัวกันทำร้ายพระอาจารย์อาสภเถระจนท่านสลบ โชคดีที่ท่านไม่มรณภาพ พวกบรรลุญาณ๑๖เทียม เลยเข้าคุกไปตามระเบียบ

๑๓. ปี ๒๔๙๘ ศึกษาพระอภิธรรม กับอาจารย์เตชิน (ชาวพม่า) วัดระฆังโฆษิตาราม จังหวัดธนบุรี ๓ เดือน

นิยายตุ๊กตาผลบอกให้ทราบว่า ท่านป่าม่วงเรียนอภิธรรมที่วัดระฆังเมื่อ พฤศจิกายน ๒๔๙๗ – มกราคม ๒๔๙๘

๑๔. กฎแห่งกรรม ......เล่มที่๕ ท่านป่าม่วงบอกว่าพบแม่ชุมศรีแม่ในอดีตชาติเมื่อ ๕ กุมภาพันธ์... และบอกว่าจำปีไม่ได้ (หมายถึงขณะที่กำลังเทศน์ ต้องกลับไปดูบันทึกจึงจะทราบ)

โชคดีที่นิยายตุ๊กตาผลบอกให้ทราบว่า ท่านป่าม่วงได้พบแม่ในอดีตชาติเมื่อ “๕กุมภาพันธ์ ๒๔๙๘”

๑๕. ปี ๒๔๙๘ ศึกษาการพยากรณ์ จากสมเด็จพระสังฆราช (อยู่ ญาโณทยมหาเถระ) วัดสระเกศ จังหวัดพระนคร

15. เป็นที่น่าสังเกตว่า นิยายตุ๊กตาผลเขียนว่า ท่านป่าม่วงประกาศว่า ตนบรรลุญาณ ๑๖ แล้ว เป็นพระโสดาบัน เหมือนจบปริญญาตรีแล้ว หลังจากเรียนอภิธรรมวัดระฆัง ๓ เดือนแล้วจึงกลับไปอยู่วัด

ดังนั้นการศึกษาการพยากรณ์กับสมเด็จพระสังฆราชอยู่วัดสระเกศต้องหลังกลางเดือนกุมภาพันธ์ ๒๔๙๘ไปแล้ว

แต่อยากตั้งข้อสังเกตว่า การศึกษาวิชาโหราศาสตร์นั้น ผิดวิสัยของพระอริยบุคคล เพราะวิชาโหราศาสตร์จัดเป็นสีลัพพตปรามาส นั้นหมายความว่า ท่านป่าม่วงยังไม่ได้เป็นพระอริยบุคคลเท่านั้นเอง

สมจริงตามที่พระอาจารย์อาสภเถระไม่รับรองบุคคลที่ทางต้นสำนักของท่านป่าม่วงบอกว่าบรรลุญาณ ๑๖

๑๖. หนังสือกฎแห่งกรรมเล่ม๕ เขียนว่า “ท่านป่าม่วงมีนิมิตกรรมฐานว่า เราก็รู้มาก่อนที่จะไปบ้านแม่...... ในนิมิตนี้ก็บอกว่า ไปรบทัพจับศึกกัน

ยังรู้สึกว่าจำได้ว่ามันฟันอะไร เพราะอ้ายพม่ารามัญเตรียมจากธนบุรีตามลำน้ำ มันก็ขึ้นมาหมดแล้ว ไม่มีเหลือแล้ว และเราจำต้องไปรบกับพม่า ใช้เรือรบที่บางไทร ฆ่าพม่าตายมากมาย

เลยพอดีโดนกลศึกวิธีคนไทยด้วยกัน ถีบเราหลุดตกน้ำถึงแก่ความตาย แล้วดาบนั้นพวกนี้เอาไป

แล้วก็ซัดเซพเนจรไปเรื่อยๆ กระทั่งไปอยู่ถึงเชียงใหม่ แล้วล่องกลับมาถึงกรุงศรีอยุธยาตามเดิม แล้วเราก็นิมิตว่า เราตกน้ำตาย นี่อาตมาไม่ได้ดาบอาตมาตายไปแล้ว’ (กฏแห่งกรรม –ธรรมปฏิบัติ เล่ม ๕ หน้า ๖๔-๖๕)

แต่นิยายตุ๊กตาผล “...ส่วนตัวท่านป่าม่วงซึ่งเป็นแม่ทัพจะหนีเอาตัวรอดไม่ได้ จึงจำใจสู้แม้ขาดขวัญและกำลังใจ ด้วยฝีมือและชั้นเชิงในการรบ ท่านไม่มีวันแพ้พม่าได้ แต่ฝ่ายพม่าใช้แผนสกปรก ใช้กลศึกวิธีฆ่าท่านจนได้

เมื่อทหารนำศพท่านใส่เรือมาส่งที่ศาลาท่าน้ำ แม่........วิ่งร้องให้มาจากบนเรือน ผ้าผ่อนท่อนสไบหลุดลุ่ย หล่อนกอดศพท่านร่ำให้จนปิ่มว่าจะขาดใจ และในชาตินี้หล่อนก็ได้มาเกิดอีก รูปร่างหน้าตาเปลี่ยนไป

จะเห็นว่าเรื่องเดียวกัน เหตุการณ์เดียวกัน ท่านป่าม่วงไม่เคยเล่าตรงกัน

นี่เป็นเรื่องน่าคิด ว่าเป็นเรื่องที่เห็นในนิมิตจริงๆ หรือเป็นเรื่องยกเมฆ เพราะว่าถ้าเห็นจริงพูดร้อยครั้งก็ต้องเหมือนกันร้อยครั้ง

ถามว่า แม่ทัพคนเก่งของอยุธยา ที่ไม่มีใครสู้ได้ แม่ทัพคนอื่นต่างพากันอิจฉา อยากได้ตำแหน่งของตน แต่ไร้ความสามารถ ไม่รู้จักวิชาทางน้ำเลยเชียวหรือ แค่ถีบตกน้ำก็ถึงแก่ความตาย

และที่น่าสงสัยยิ่ง ที่บอกว่าสารขัณฑ์ประเทศจะต้องนำแม่ทัพคนอื่นไปแลกเปลี่ยน พม่าหรือจะโง่ยอมแลกแม่ทัพคนเก่งกับแม่ทัพที่ไร้ฝีมือ เว้นแต่ได้เกลี่ยกล่อมให้แม่ทัพเชลยศึกคนนั้นเป็นไส้ศึกเรียบร้อยแล้วจึงจะยอมให้แลกเปลี่ยน

ซึ่งเรื่องแบบนี้ไม่เคยมีปรากฏในประวัติศาสตร์แห่งสารขัณฑ์ประเทศ และที่น่าสังเกตท่านเทศน์ดูถูกคนไทย แล้วชี้ที่ตัวเองว่าตนไม่ใช่คนไทย ...... พ่อเป็น........ แม่เป็น.......

จึงใคร่เชิญชวนนักประวัติศาสตร์ หันมาพิจารณาเรื่องนี้อย่างจริงจัง ไม่ใช่กลัวต่อคำว่าพระอรหันต์ จนไม่กล้าทำอะไร อย่างที่นักวิชาการควรกระทำ

เพราะพระอรหันต์จริง ท่านยินดีสนับสนุนให้ผู้คนพิสูจน์สิ่งที่ท่านพูดว่าจริงหรือเท็จ ไม่มีโทษ มีแต่คุณสถานเดียว เว้นแต่อรหันต์เทียมเท่านั้นที่กลัวการพิสูจน์

๑๗. คุณแม่ท้วมเป็นนางสาวท้วม หุตานุกรม ไม่เคยแต่งงาน ท่านมาอยู่วัดปากน้ำตั้งแต่อายุ ๓๕ ท่านเป็นหัวหน้าอุบาสิกาวัดปากน้ำและหัวหน้าโรงครัว (วุฑฺฒสีล, ๒๔๙๗, ประวัติ “คุณแม่” ใน นวกะ อนุสรณ์ ๒๔๙๗, วัดปากน้ำ, ภาษีเจริญ, กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ไทยพณิชยการ, หน้า ๗๑ –๗๘)

แต่นิยายตุ๊กตาผล เขียนว่าท่านป่าม่วงบอกว่าโยมท้วม ครั้นสามีตายและลูกเต้าออกเหย้าออกเรือนกันไปหมด แกจึงมาอยู่วัดอย่างถาวรตอนอายุหกสิบพอดิบพอดี

ซึ่งไม่ทราบว่าเขียนมาได้อย่างไร ไม่กลัวเขาจับได้หรือว่าเป็นเรื่องไม่จริง เป็นการทำลายเครดิตตัวเองโดยแท้ คงเป็นเรื่องนึกไม่ถึงว่าจะมีคนมาค้นพบความจริงในภายหลัง เพราะว่าความลับไม่มีในโลก

๑๘. เรื่องพระเวสสันดรในนิยายตุ๊กตาผลนั้น บอกว่าพระอินทร์เนรมิตต้นตุ๊กตาผล ๑๖ ต้น ให้ออกผลเฉพาะวันที่พระนางมัทรีออกหาอาหาร เพื่อป้องกันฤาษีลามกไม่ให้ไปลวนลามพระนางมัทรี

เปิดโอกาสให้ฤาษีลามกเก็บตุ๊กตาผลไปทำเมีย และบอกว่า ป่าหิมพานต์ที่พระเวสสันดรอยู่มีหิมะปกคลุม

ถ้าป่าที่พระเวสสันดรอยู่มีหิมะปกคลุมจริง ตุ๊กตาผลก็จะกลายเป็นตุ๊กตาหิมะ ใครจะเอามาทำเมียได้ ป่าที่พระเวสสันดรอยู่ไม่ใช่ป่าหิมพานต์

ถ้าเป็นป่าหิมพานต์จริง ก็ต้องมีต้นนารีผลโดยธรรมชาติ ไม่ต้องให้ใครเนรมิต และนารีผลนี้จะอยู่ได้เพียง ๗ วันเท่านั้น นานกว่านี้ก็จะเน่า

และป่าที่พระเวสสันดรอยู่ ก็ไม่มีฤาษีลามกแม้แต่ตนเดียว มีพูดถึงฤาษีเพียงตนเดียว คือ อจุตฤาษีซึ่งเป็นผู้บอกทางให้ชูชกไปพบพระเวสสันดร

๑๙. ท่านป่าม่วงเทศน์ที่สำนักปฏิบัติธรรมสวนแก้ว เมื่อวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๔๑ เทศน์ว่า อาจารย์แม่ชีหวานใจ ( เจ้านักปฏิบัติธรรมสวนแก้ว) จิตท่านงอก จิตท่านสดใส ใจสะอาดเหมือนดวงแก้ว

กล่าวคือนิพพาน ปราศจากโลภโกรธหลง ไม่มีอะไร ฉุดให้พะวักพะวง อยู่ในดวงใจให้ขุ่นมัวอีก นึกเงินไหลหนองนึกทองไหลมา”

อาจารย์แม่ชีหวานใจ ชูกร เป็นศิษย์หลวงพ่อโดยตรง ท่านไปสร้างสำนักปฏิบัติธรรมสวนแก้ว ที่อำเภอจอมบึง ปฏิบัติกรรมฐานสมถวิปัสสนาวิชชาธรรมกายมาตลอด

ท่านเขียน หนังสือ “วิชชาพระธรรมกาย (ปราบมาร) ดังนั้นถ้าท่านจะเป็นพระอริยบุคคล ท่านก็เป็นด้วยวิชชาธรรมกาย

การที่ท่านป่าม่วงพูดแบบนี้ก็ถือว่ารับรองวิชชาธรรรมกายไปในตัว ว่าวิชชาธรรมกายก็ทำให้คนบรรลุพระอรหันต์ได้ ไม่เป็นการขัดแย้งกับที่ท่านป่าม่วงชอบพูดว่าวิชชาธรรมกายแก้ทุกข์ประจำไม่ได้หรือ

จากคุณ : ธารณธรรม - [ 18 ส.ค. 49 17:24:52 ]






นารีผลกับความเท็จ [2]

เรามาวิพากษ์วิจารณ์ข้อเขียนของคุณธารณธรรมกันต่อ และก็เหมือนเดิม ค่อยๆ อ่านไป ผมจะวิพากษ์วิจารณ์ไปด้วย

๘. ในประวัติท่านป่าม่วงไม่พูดถึงหลวงปู่ศุขวัดมะขามเลย

แต่นิยายตุ๊กตาผล บอกว่าไปเรียนวิชาอาคมกับหลวงปู่ศุขโดยตรง ทั้งๆ ที่หลวงปู่ศุขมรณภาพก่อนท่านป่าม่วงเกิดประมาณประมาณ ๕ ปีครึ่ง คือหลวงปู่ศุข มรณภาพ ปี ๒๔๖๖ .(ประเจียด คงศาสตรา,...๒๕๓๕(?), ประวัติ อภินิหาร คาถาอาคม และพระเครื่อง หลวงปู่ศุข วัดคลองมะขามเฒ่า, พิมพ์ครั้งที่ ๑ ,กรุงเทพฯ:สำนักงานนิตยสารโอม, หน้า ๕๐) ส่วนท่านป่าม่วงเกิดปี ๒๔๗๑

๙. ปี ๒๔๙๔ ศึกษาและปฏิบัติกรรมฐานกับพระสุทธิธรรมรังสี (หลวงพ่อลี ธมฺมโร) วัดอโศการาม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ และท่านเจ้าพระคุณอริยคุณาธาร (เส็ง ปุสฺโส) อำเภอเขาสวนกวาง จังหวัดขอนแก่น

นิยายตุ๊กตาผล บอกว่า เรียนสะเดาะกุญแจกับหลวงพ่อลี และติดตามหลวงพ่อลีไปวัดบางปิ้ง ทั้งที่ปี ๒๔๙๔ วัดอโศการามยังไม่เกิด

นางกิมหงษ์และนายสุเมธ ไกรกาญจน์ ได้ถวายที่ดินชื่อ “นามาขาว” เนื้อที่ประมาณ ๕๓ ไร่ เมื่อปี ๒๔๙๗ ได้ตั้งเป็นสำนักขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๘ (พระประวัติ พระสุทธิธรรมรังสัมภีรเมธาจารย์, ๒๕๑๔, หน้า๙๔)

ที่สำคัญท่านพ่อลีไม่เคยธุดงค์ผ่านถิ่นท่านป่าม่วง ท่านพ่อลีไม่สนใจเดรัจฉานวิชา ท่านสอนไม่ให้คนเชื่อผี ท่านมีบารมีด้านพระธาตุเป็นพิเศษ

โดยเฉพาะ ท่านเตรียมเดินทางไปต่างประเทศตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ๒๔๙๓ ออกเดินทางไปพม่าตั้งแต่เดือนมกราคม ปี พ.ศ. ๒๔๙๔ แล้วเดินทางต่อไปจำพรรษาที่ประเทศอินเดีย ออกพรรษาแล้ว เดินทางกลับพม่า

ท่านเดินทางกลับประเทศไทยในเดือน ธันวาคม ๒๔๙๔ และพักอยู่กับสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน) ที่วัดบรมนิเวส ได้ตรึกตรองอยู่หลายวัน เกือบๆ จะได้รับอนุญาตให้เดินทางจึงเดินทางไปพม่าอีก

ก็เผอิญมีบางเรื่องบางอย่างแทรกซึมเข้ามา ............ จึงได้เดินทางกลับไปเยี่ยมญาติโยมที่จังหวัดจันทบุรี

อยู่มาจวนจะเข้าพรรษาก็ได้เดินทางจากจันทบุรี กลับมาพักอยู่ที่วัดบรมนิเวสตามเคย{ พระประวัติ พระสุทธิธรรมรังสัมภีรเมธาจารย์ (พระอาจารย์ลี ธมฺมธโร) ซึ่งท่านพ่อลีเล่าเอง พิมพ์ครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๕๑๕ หน้า ๖๔ –๖๘ [หนังสือเล่มนี้ พลโท (ยศขณะนั้น) พงษ์ ปุณณกัณต์ เป็นประธานจัดพิมพ์] วัดอโศการาม โทร ๐๒ ๓๘๙-๒๒๙๙, ๐๒ ๓๙๕-๐๐๐๓ }

จะเห็นว่า ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ๒๔๙๓ จนหมดปี ๒๔๙๔ ท่านพ่อลีไม่ว่าง จึงเป็นไปไม่ได้ที่ท่านป่าม่วงจะมีโอกาสพบท่านพ่อลีที่ถิ่นท่านป่าม่วง

อีกประการหนึ่ง ท่านพ่อลีสอนกรรมฐานโดยใช้อานาปานสติ ซึ่งท่านป่าม่วงบอกว่า รู้สึกขยาดกรรมฐานอานาปานสติของหลวงพ่อพูน แล้วจะมาเรียนกรรมฐานกับท่านพ่อลีได้อย่างไร?

ไม่เข้าใจว่าทำไมได้เขียนเรื่องแบบนี้ลงไปในประวัติของตนและในตุ๊กตาผล ทั้งๆ เรื่องนี้สามารถพิสูจน์ทราบได้ไม่ยากว่าว่าเป็นไปไม่ได้

อยากให้ช่วยกันวิจารณ์ว่า อะไรเป็นเหตุให้เขียนเรื่องที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง หรือเป็นว่าเป็นนโยบายที่บอกให้ใครๆ ทราบว่า ท่านป่าม่วงมีพระอาจารย์ดังทุกสาย

๑๐. ปี ๒๔๙๖ ท่านป่าม่วง ศึกษาวิชาสมถวิปัสสนากับพระภาวนาโกศลเถร (สด จนฺทสโร) หรือหลวงพ่อวัดปากน้ำ อ.ภาษีเจริญ จ. ธนบุรี (หนังสือกฏแห่งกรรม.......... เล่ม ๑ )

เป็นที่น่าสังเกตว่า ไม่ตรงกับข้อมูลหนังสือที่ระลึกในงานเลื่อนสมณะศักดิ์ชั้นเทพ ที่บอกว่า ปี ๒๔๙๓ ศึกษาและปฏิบัติสมถกรรมฐานวิชชาธรรมกาย กับ พระภาวนาโกศลเถระ (สด จันทฺสโร) หลวงพ่อวัดปากน้ำ อำเภอภาษีเจริญ จังหวัดธนบุรี

ที่แปลกเอามาก ๆ ในหนังสือเล่มเดียวกันนี้ ท่านป่าม่วงเขียนจดหมายเรียนเจ้าประคุณสมเด็จฯวัดปากน้ำว่า เคยมาเรียนกรรมฐานกับหลวงพ่อวัดปากน้ำในปี ๒๔๙๖ (หนังสือ..ชั้นเทพ หน้าโมทนาพจน์ ๓)

ซึ่งแสดงว่า ต้องมาเรียนวิชชาธรรมกายกับหลวงพ่อวัดปากน้ำ ๒ ครั้ง คือครั้งแรก ๒๔๙๓ และครั้งสอง มาเรียน ๒๔๙๖

น่าเสียดายที่ท่านป่าม่วงไม่ได้เรียนเจ้าประคุณสมเด็จฯ วัดปากน้ำอย่างตรงไปตรงมา ว่าเคยมาเรียนกรรมฐานกับหลวงพ่อ ๒ ครั้ง คือ ครั้งแรกมาเรียนปี ๒๔๙๓ ครั้งที่ ๒ เรียนในปี ๒๔๙๖ ถ้าเป็นเช่นนั้น ก็จะเป็นแบบอย่างที่ดีแก่อนุชนรุ่นหลัง

๑๑. ท่านป่าม่วงเทศน์ที่สำนักปฏิบัติธรรมสวนแก้ว เมื่อวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๔๑ ว่ามาเรียนวิชชาธรรมกายเมื่อ ปี ๒๔๙๓ และบอกว่า ตนได้ธรรมกายบนรถเมล์ขาว ในปีนั้นด้วย และบอกว่า เห็นคนสิงห์บุรี ๓* คน กำลังกราบหน้า พระรูปรัชการที่๑

แต่ที่น่าสังเกต ในนิยายตุ๊กตาผลบอกว่าพอสำเร็จวิชชาธรรมกาย ก็มองว่าเห็นคนสิงห์บุรี ๑ คน อยู่หน้าพระรูปรัชกาลที่ ๑ ทำไมจำนวนคนที่เห็นไม่เท่ากัน ในเมื่ออยู่ในเหตุการณ์เดียวกัน นี้ต่างกันถึง ๒ คน

นิยายตุ๊กตาผลนั้น บ่งชี้ว่าท่านป่าม่วงอ้างว่าสำเร็จวิชชาธรรมกายในปี ๒๔๙๖ ไม่ใช่ปี ๒๔๙๓

*ที่ว่าสำเร็จวิชชาธรรมกายนั้น ขอบอกว่าไม่ใช่ การสำเร็จวิชชาธรรมกายนั้น จะต้องเดิน ๑๘ กายได้แบบทั้งรู้ทั้งเห็น จึงจะถือว่าสำเร็จวิชชาธรรมกายตามคำสอนของหลวงพ่อวัดปากน้ำ*

แก้ไขเมื่อ 18 ส.ค. 49 17:44:04
จากคุณ : ธารณธรรม - [ 18 ส.ค. 49 17:23:44 ]

ตรงนี้ คุณธารณธรรมก็เข้าใจวิชาธรรมกายไม่ถูกต้อง  วิชา 18 กายนั้น เป็นวิชาระดับอนุบาล ยังมีตำราอีก 3 เล่มที่จะต้องเรียน

และคำว่า “สำเร็จวิชาธรรมกาย” ไม่มี






นารีผลกับความเท็จ [1]

การที่พระมหาโชดกทำตัวทุเรศทุรังไม่เป็นพระผู้ใหญ่ ไปโจมตีแบบโกหกว่า หลวงพ่อวัดปากน้ำเลิกสอนวิชาธรรมกายแล้ว 

สำหรับเหตุผลของการเลิกสอนวิชาธรรมกายของหลวงพ่อวัดปากน้ำนั้น มหาโชดกโกหกว่า เกิดจากหลวงพ่อวัดปากน้ำมาเรียนวิชายุบหนอพองหนอของท่าน  แล้วเกิดศรัทธามหาศาล จึงเลิกสอนวิชาธรรมกาย

นี่เป็นความเลวอันสุดๆ ของมหาโชดกในชาตินี้ของท่าน ซึ่งทำให้เกิดสงครามระหว่างสายปฏิบัติธรรม 2 สายคือ ยุบหนอพองหนอกับวิชาธรรมกายมาถึง ณ ปัจจุบันนี้

ความจริงถ้าพระมหาโชดกเลวเฉพาะตัวท่านเรื่องนี้ ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่มรดกความเลวดังกล่าวนั้น ได้ตกทอดมาถึงลูกศิษย์ 

กล่าวคือ ลูกศิษย์ของพระมหาโชดกก็ยังจะโจมตีหลวงพ่อวัดปากน้ำต่อ

เดือดร้อนถึงลูกศิษย์ของหลวงพ่อวัดปากน้ำก็ต้องเอาความจริงมาเปิดเผยบ้าง  ข้อมูลในส่วนนี้ ได้มาจาก http://www.gotoknow.org/posts/215071  ผลการเขียนของคุณ ธารณธรรม

ค่อยๆ อ่านไป ผมจะวิพากษ์วิจารณ์ไปด้วย

ท่านวัดอัมพวันVS นิยายมักรีผล VS ... สวนแก้ว โดย ธารณธรรม

เป็นนิยายที่แต่งไม่สมกับเหตุการณ์จริง อ่านทั้งหมด ท่านป่าม่วงVS นิยายตุ๊กตาผล VS ... สวนแก้ว แห่งสารขัณฑ์ประเทศ

ขอเชิญชาวพุทธวิจารณ์ และผู้ปฏิบัติสมถวิปัสสนาวิชชาธรรมกายควรทราบ

เรื่องนี้ขอทำความเข้าใจกันก่อน  นวนิยายเรื่องมักกะลีผล กับ นารีผลนั้น เป็นนวนิยายจริงๆ ดังนั้น เราจึงไม่ควรเอามาวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างเป็นข้อเท็จจริงแบบเชิงวิชาการ

เพราะ นิยายมันก็ต้องโม้ไปตามจินตนาการของคนแต่ง แต่กรณีนี้เป็นกรณีพิเศษ คือ เจ้าอาวาสวัดป่ามะม่วงเป็นตัวเอกในนิยาย เป็นชื่อที่แต่งขึ้นในนวนิยาย 

แต่เมื่อกล่าวถึงหลวงพ่อวัดปากน้ำ กลับกล่าวถึงกันเอาจริงๆ จังๆ  และส่งผลเสียต่อหลวงพ่อวัดปากน้ำด้วย  มันถึงเป็นเรื่องกันขึ้นมา 

ผมขอบอกไว้ ณ ที่นี่อีกครั้งว่า สุทัสสา อ่อนค้อมนี่ ตายเมื่อไหร่ไปนรกทันที แบบหนักหนาสาหัส แบบไม่มีใครช่วยได้เลย

คิดไม่ถึง ไม่น่าเชื่อ เป็นได้ไง ! โปรดพินิจพิเคราะห์ตามกลักกาลามสูตร แล้วจะเห็นแจ้ง

ท่านป่าม่วงVS นิยายตุ๊กตาผล VS บรรยายธรรมที่สำนักปฏิบัติธรรมสวนแก้ว เป็นดังนี้คือ:

๑. ท่านป่าม่วงเกิดเมื่อ ปี ๒๔๗๑ ที่สารขัณฑ์ประเทศ

๒. ท่านป่าม่วงอุปสมบทเมื่อ ปี ๒๔๙๑ ณ วัดพรหมบุรี สิงห์นคร ขณะที่มีอายุ ๑๙ ปี ๘ เดือน (เพราะปี ๒๔๘๓ หายไป ๓ เดือน คือเดือน มกรคม กุมภาพันธ์ และมีนาคม โดยทางราชการได้ประกาศเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่ของประเทศไทยจากวันที่ ๑๓ เมษายน ไปเป็นวันที่ ๑ มกราคม ตามอย่างสากล โดยถือเอาปี ๒๔๘๔ เป็นปีแรก

นิยายตุ๊กตาผลบอกว่า อุปสมบทเมื่ออายุ ๒๑ ปี เพราะได้นับรวมอายุที่ในท้องแม่ประมาณ ๑๐ เดือน แต่คิดเพิ่ม ๑ ปี จึงเป็นมีอายุ ๒๐ปี ๘ เดือน

๓. ท่านป่าม่วงสำเร็จมัธยมปีที่ ๔ จากโรงเรียนสุวิทดารามาส เมื่อ ปี ๒๔๘๗

นิยายตุ๊กตาผลบอกว่า ท่านป่าม่วงเรียนมัธยมปีที่ ๔ ที่โรงเรียนสวนกุหลาบ แต่ไม่ปรากฏชื่อโรงเรียนสวนกุหลาบในประวัติท่านป่าม่วง

๔. ศึกษาดนตรีไทย มีปี่พาทย์มอญ แตรวงเครื่องสาย การประพันธ์บทขับร้อง จากโยมบิดาและคุณหลวงธารา

ต่อมาคุณปู่ พันตรี หลวงธารา ได้นำพระคุณเจ้าเข้าฝากตัวกับจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี เพื่อเข้าศึกษาโรงเรียนนายตำรวจ

พระคุณเจ้าศึกษาอยู่ประมาณ ๑ เดือน จึงขอลาออกเนื่องจากไม่ถูกอัธยาศัยในวิชานี้

แต่นิยายตุ๊กตาผลบอกว่า เรียนดนตรีไทยกับหลวงประดิษฐ์ไพเราะ ต่อมาหลวงประดิษฐ์ไพเราะ ได้พาไปพบจอมพล ป. พิบูลสงคราม เพื่อขอให้ฝากเข้าโรงเรียนนายร้อยตำรวจ

ท่านป่าม่วงเรียนนายร้อยตำรวจเพียงสามเดือน ก็ขอลาออก โดยอ้างว่าโดนรุ่นพี่กลั่นแกล้ง

ยิ่งกว่านี้นิยายตุ๊กตาผลยังบอกต่อไปว่า หลวงประดิษฐ์ไพเราะได้พาไปเรี่ยไรเงินสร้างโบสถ์กับจอมพล ป. พิบูลสงคราม และบอกว่าจอมพล ป. พาเข้าเฝ้าสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี เพื่อเรี่ยไรเงินสร้างโบสถ์

เป็นที่น่าสังเกตว่า ในประวัติท่านป่าม่วงไม่ได้เป็นศิษย์หลวงประดิษฐ์ไพเราะ ดังนั้นเรื่องที่ว่าจอมพล ป. พาเข้าเฝ้าสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีเพื่อเรี่ยไรเงินสร้างโบสถ์นั้น จึงเป็นเรื่องที่น่าสงสัย เป็นการไม่สมควร เป็นการอาจเอื้อมเบื้องสูง

๕. ปี ๒๔๙๑ ศึกษาพระธรรมวินัย และวิปัสสนากรรมฐาน (จากหนังสือเลื่อนสมณศักดิ์ชั้นเทพ)

แต่ในหนังสือกฎแห่งกรรม...เล่ม ๑ บอกว่า ศึกษาพระธรรมวินัย เพียงอย่างเดียว

๖. ปี ๒๔๙๓ ศึกษากัมมัฏฐานกับพระครูนิวาสธรรมขันธ์ (หลวงพ่อเดิม) อำเภอหนองโพธิ์ จังหวัดนครสวรรค์

นิยายตุ๊กตาผลบอกว่า ศึกษาวิชาอาคมต่างๆ จากหลวงพ่อเดิม ระหว่างปลายปี ๒๔๙๑ - ต้นปี ๒๔๙๒ เป็นศิษย์ก้นกุฏิของหลวงพ่อเดิม และได้เรียนวิชาคชศาสตร์เป็นคนแรกและคนสุดท้าย”

แต่มีข้อสังเกตนิดหนึ่งที่นิยายตุ๊กตาผล ไม่ได้กล่าวถึงกิจที่หลวงพ่อเดิม ท่านตื่นตี ๔ เพื่อปฏิบัติกรรมฐานทุกวัน และมีหนังสือ๒ เล่มติดตัวหลวงพ่อเดิมอยู่ตลอดเวลา คือ ๑. มูลสมถะและทางวิปัสสนา และพระอภิธรรมภายใน (รัตนะและคณะ, ๒๕๔๖(?), พระอภิญญาเมืองสยาม, กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ฉัตรแก้ว,หน้า๑๘).

๗. ปี ๒๔๙๓ ศึกษาและ “ปฏิบัติสมถกรรมฐาน” วิชชาธรรมกาย กับพระภาวนาโกศลเถระ(สด จันฺทสโร) หลวงพ่อวัดปากน้ำ อำเภอภาษีเจริญ จังหวัดธนบุรี (จากหนังสือเลื่อนสมณะศักดิ์ชั้นเทพ..... ๒๕๔๔)

ตรงกันกับที่ท่านป่าม่วงเทศน์ที่สำนักปฏิบัติธรรมสวนแก้วเมื่อ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๔๑ ว่ามาเรียนวิชชาธรรมกายกับหลวงพ่อวัดปากน้ำปี ๒๔๙๓ และสำเร็จวิชชาธรรมกายในปีนั้นด้วย

ตรงกับนิยายตุ๊กตาผลที่บ่งบอกว่า ท่านป่าม่วงเรียนวิชชาธรรมกาย กับหลวงพ่อวัดปากน้ำ ครั้งแรก ปี ๒๔๙๓ แต่ต่างกันที่ตุ๊กตาผลไม่ได้บอกว่า ท่านป่าม่วงสำเร็จวิชชาธรรมกายในปี ๒๔๙๓

ตรงนี้ขอยืนยันว่า เจ้าอาวาสวัดป่ามะม่วงไม่สำเร็จวิชาธรรมกายนะครับ  เพราะวิชาธรรมกายไม่มีการสำเร็จกันอย่างที่เข้าใจกันผิดๆ

วิชาธรรมกายเป็นการปฏิบัติธรรม ที่พระพุทธเจ้าทรงสอนนั่นแหละ ถ้าจะสำเร็จก็คือ บรรลุพระอรหันต์






เชื่อยุบหนอพองหนอแต่สอนธรรมกาย


ในหนังสือนารีผลหน้าที่ 95 สุทัสสา อ่อนค้อมได้ปั้นเรื่องต่อมาว่า  เจ้าอาวาสวัดป่ามะม่วงก็คำนึงถึงพระวิญญาณ์ ลูกศิษย์ด้านวิปัสสนากรรมฐาน คนแรกคนเดียวของหลวงพ่อวัดปากน้ำ

หลังจากนั้น เจ้าอาวาสวัดป่ามะม่วง ก็นึกถึงคำพูดของหลวงพ่อวัดปากน้ำกับท่านว่า

“นี่ถ้าเราอยู่ เราจะสอนอย่างนี้ต่อไป แต่ถ้าเราจะหมดอายุ เราก็ขอแค่ตัวเราพ้นทุกข์” 

บัดนี้ ท่านประจักษ์แล้วว่า พระอาจารย์ของท่านได้บรรลุความสำเร็จสมดังปณิธานที่ตั้งไว้

ข้อเขียนดังกล่าวก็เป็นการบอกใบ้แบบดังๆ ว่า  หลวงพ่อวัดปากน้ำนั้น เชื่อการปฏิบัติธรรมแบบยุบหนอพองหนอแบบหมดใจ 

และจะไปพระนิพพานด้วยการปฏิบัติธรรมแบบยุบหนอพองหนอ แต่ในการเผยแพร่ธรรมะ จะสอนวิชาธรรมกายต่อไป

ผมก็ไม่รู้ว่า สุทัสสา อ่อนค้อมเอามันสมองส่วนไหนคิด ถึงเขียนออกมาได้อย่างนั้น  ผมก็จบปริญญาเอกเหมือนกัน  ยังงงๆ คิดมาได้อย่างไร

มันเป็นข้อเขียนที่บิดเบือน ตอแหล ตลบตะแลงแบบรับไม่ได้จริงๆ

ข้อเขียนของสุทัสสา อ่อนค้อมก็ยืนยันว่า หลวงพ่อวัดปากน้ำเป็นพระอริยะบุคคล ในขั้นสุดท้ายก็บรรลุพระอรหันต์

แล้วพระอรหันต์เขาจะทำแบบนี้หรือ

แล้วในความเป็นจริงนั้น  หนังสือวิชาธรรมกายของหลวงพ่อวัดปากน้ำนั้น ให้ความรู้ทั้งด้านปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ มากกว่าหนังสือของสาวกพระพม่าทั้งโลกที่ผลิตกันออกมา

ไม่ต้องพูดถึงหนังสือธรรมะแบบห่วยแตกของพระมหาโชดกเลยก็ได้

ทำไมผมกล้ายืนยันอย่างนั้น  หลักฐานยืนยันก็คือ  พระพม่าเข้าใจผิดเรื่องศาสนาพุทธมาก ในด้านปริยัติธรรมนั้น  ไม่เคยศึกษาหัวข้อธรรมอื่นๆ เล่นอย่างเดียวคือ สติปัฏฐาน 4

แต่ไม่เคยเข้าใจสติปัฏฐาน 4 อย่างแท้จริง  เมื่อค้นพบวิธีการปฏิบัติธรรมแบบทำความรู้สึกตัวตลอดเวลา พร้อมกับพิจารณาพระไตรลักษณ์แบบผิดๆ ไปด้วย ก็จับยัดเป็นสติปัฏฐาน 4

ผลงานเขียนจึงวนเวียนอยู่แค่นั้น  ไม่ได้ก้าวหน้าไปไหน

ในหนังสือนารีผลหน้าที่ 97-98 สุทัสสา อ่อนค้อมก็ตอกย้ำกรรมหนักของเขาเองด้วยการพูดคุยระหว่างเจ้าอาวาสวัดป่ามะม่วงกับพระมหาโชดก ดังนี้

“แล้วในอนาคตต่อไปข้างหน้า วัดปากน้ำจะสอนธรรมกายหรือสติปัฏฐาน”

“แนวธรรมกายสิ เพราะอย่างน้อยก็เป็นอนุสรณ์แต่เจ้าคุณหลวงพ่อในฐานะที่ท่านเป็นผู้ค้นพบวิชชาธรรมกายเป็นคนแรก 

ข่าวว่าพระวิญญาณ์ท่านไปสร้างวัดใหม่อยู่ที่จังหวัดสระบุรี ก็ดีนะ จะได้มีหลากหลายออกไป และฉันก็เห็นว่า ในอนาคตคนที่สนใจธรรมกายก็จะไม่ลดจำนวนลง เพราะ คนเขาอยากร่ำอยากรวยมากกว่าอยากจะบรรลุพระนิพพาน ...

วิชาธรรมกายจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องปากเรื่องท้อง ช่วยให้ญาติโยมร่ำรวย ”

สุทัสสา อ่อนค้อมโกหกมาตลอดในหนังสือว่า หลวงพ่อวัดปากน้ำหันไปปฏิบัติธรรมตามแบบยุบหนอพองหนอแล้ว

แต่ก็ขัดกับความเป็นจริงที่ว่า หลวงพ่อวัดปากน้ำก็ยังเผยแพร่วิชาธรรมกายอยู่ และวิชาธรรมกายก็โด่งดังออกไปมากด้วย

อีตรงนี้แหละ กูจะโกหกต่อไปอย่างไรดี สุทัสสา อ่อนค้อมคงคิดอย่างนั้น

เมื่อไม่รู้จะเอาอีท่าไหนดี และก็คงเห็นว่า รูปของหลวงพ่อวัดปากน้ำนั้น ได้รับความนิยมมาก มากกว่าพระมหาโชดกอย่างไม่ต้องเปรียบเทียบกัน

ถ้าผู้อ่านสังเกตให้ดี  ร้านค้าต่างๆ ร้านทอง รถโดยสารประจำทางจะมีรูปหลวงพ่อวัดปากน้ำติดอยู่เป็นจำนวนมาก เพราะ ทำให้การทำมาค้าขายดีขึ้น

ขออธิบายเพิ่มเติมนิดหนึ่ง

ผมได้เขียนไปแล้วในหลายๆ บทความว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาพุทธนั้นคือ “จักรพรรดิ” 

วัตถุมงคลทั้งหลายนั้น ให้ปลุกเสกจนเกจิอาจารย์คอแตกตายไป 500 คน  ถ้าไม่มีจักรพรรดิเข้าไปอยู่ก็ไม่มีทางศักดิ์สิทธิ์ได้

รัตนะชาติ คดต่างๆ นั้น ไม่เคยมีการปลุกเสกอะไรเลย แต่ก็ศักดิ์สิทธิ์เพราะมีจักรพรรดิไปอยู่ในนั้น

รูปของหลวงพ่อวัดปากน้ำนั้น  ถ้าใครมีไว้ และเคารพบูชากันจริงๆ จักรพรรดิจะเข้าไปอยู่เพื่อดูแลและปกปักรักษา

ดังนั้น รูปของหลวงพ่อจึงเป็นมงคลแก่สถานที่นั้นๆ  ทำให้ทำมาค้าขายดีขึ้น

ผมขอย้ำในฐานที่เป็นวิทยากรสอนวิชาธรรมกายว่า วิชาธรรมกายคือ วิชาที่พระพุทธเจ้าทรงเผยแพร่เมื่อพระองค์ยังมีพระชนม์ชีพอยู่  ไม่ได้เน้นไปที่ความร่ำรวย

แต่คนที่ปฏิบัติตามแล้ว จะทำให้อยู่ดีมีสุข ค้าขายรุ่งเรือง เจริญ ก็ทำให้เป็นคนรวยขึ้นมาได้

ก็คงได้คราวสรุปกันได้แล้วว่า หนังสือของสุทัสสา อ่อนค้อมที่เขียนถึงหลวงพ่อวัดปากน้ำนั้น ไม่เป็นความจริง  เป็นการเขียนขึ้นมาเพื่อยกย่องเชิดชูสายยุบหนองพองหนอเท่านั้น

การยกย่องสายของตัวเองนั้น เป็นสิ่งที่น่ายินดีและควรทำ แต่ไม่ควรไปทำร้ายหรือโจมตีสายอื่น  และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป้าโจมตีมุ่งไปที่หลวงพ่อวัดปากน้ำ

กรรมโคตรหนักอย่างมหาศาลจึงเป็นของสุทัสสา อ่อนค้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และก็ไม่มีใครที่จะช่วยได้เลย  เพราะ แต่ละคนก็จะไปอบายภูมิเหมือนกันหมด

สิ่งที่น่าเสียใจมากสำหรับสุทัสสา อ่อนค้อมก็คือ กรรมของสุทัสสา อ่อนค้อมหนักกว่าคนอื่นๆ เขา จึงต้องลงนรกชั้นที่ต่ำกว่าคนอื่น และอยู่กันยาวนานกว่าคนอื่น....






สุทัสสา อ่อนค้อมกับกรรมหนัก

ในกลุ่มที่เป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อวัดปากน้ำนั้น  ผมขอยืนยันเลยว่า กลุ่มที่เป็นลูกศิษย์ของคุณลุงการุณย์ บุญมานุชมีวิชาธรรมกายสูงกว่ากลุ่มอื่นๆ

หลักฐานยืนยันมีหลายอย่างหลายประการ แต่ขอนำเสนอเพียง 2 รายการคือ ผลการสอนวิชาธรรมกายกับการปฏิบัติตามตำราวิชาธรรมกาย

ผลการสอนนั้น ในขณะที่วัดพระธรรมกายไม่เคยสอนให้ใครเห็นดวงธรรมและกายธรรมได้เลย ส่วนวัดหลวงพ่อสดฯ จะสอนได้ประมาณร้อยละ 30  พวกผมนี่ประมาณร้อยละ 95 

สำหรับการปฏิบัติตามตำราวิชาธรรมกาย กลุ่มลูกศิษย์ของคุณทำได้ตามตำราของหลวงพ่อวัดปากน้ำทั้ง 4 เล่ม แต่ไม่ได้หมายความว่า คนที่ทำได้นี่ บรรลุเป็นพระอรหันต์กันหมดแล้ว

และก็ค่อนข้างจะเป็นไปไม่ได้ด้วย เพราะ ลูกศิษย์คุณลุงส่วนใหญ่ปรารถนาพุทธภูมิ จึงไม่มีทางบรรลุพระอรหันต์แน่ๆ

เนื่องจากเรามีความรู้สูงอย่างนั้น เมื่อเราช่วยกันตรวจกรรมของสุทัสสา อ่อนค้อม ปรากฏว่า สุทัสสา อ่อนค้อมโดนกรรมหนักมาก เป็นรองสมีธัมมชโยเท่านั้น

ผมยังตกใจเลยว่า ทำไมสุทัสสา อ่อนค้อมถึงโดนกรรมหนักขนาดนั้น 

มาถึงวันนี้ ผมไม่แปลกใจอีกแล้ว เพราะ สุทัสสา อ่อนค้อมพยายามโจมตีวัดปากน้ำแบบไม่มีพื้นฐานความจริงเลย

ข้อเขียนของสุทัสสา อ่อนอ้อมบิดเบือนความจริงทั้งสิ้น

ผลของการบิดเบือนความจริงดังกล่าวนั้น เพียงมีคนอ่านเพียงคนเดียวก็หนักหนาสาหัสแล้ว  นี่คนอ่านกันมากมายขนาดนี้ ผลของกรรมชั่วจึงทบเท่าทวีคูณเข้าไป

ในบทความ “เห็นหลวงพ่อวัดปากน้ำในนิมิต”  ผลได้ลงข้อความที่บิดเบือน และวิพากษ์วิจารณ์ไปแล้วว่า  พระมหาโชดกห้ามเห็นนิมิต แล้วทำไมเจ้าอาวาสวัดป่ามะม่วงจึงเห็นนิมิต และเชื่อนิมิตได้

ต่อไปวิพากษ์วิจารณ์กันต่อ ข้อความนี้

เรื่องที่สองก็ไม่สำคัญเท่าไร คือ เราจะละสังขารในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2502 เธอจะเข้าบางกอกวันที่ 2 คงได้มางานศพเรา

ท่านเจ้าคุณโชดก ท่านก็คงมา เพราะ ท่านเป็นอาจารย์เรา

ตรงนี้ เป็นการบิดเบือนความจริงอย่างที่ไม่ควรจะเป็น 

ผมขอย้ำอีกครั้งว่า เรื่องนี้เป็นนวนิยาย โดยปกติแล้ว ก็ไม่ควรไปเอาความจริงอะไรกันหนักกันหนา

แต่กรณีของหนังสือชุดนี้ของสุทัสสา อ่อนค้อมมันเป็นกรณีพิเศษ คือ ใช้ชื่อจริงของหลวงพ่อวัดปากน้ำ และมีเจตนาโจมตี  มันถึงต้องมาโต้ตอบกัน

การโกหกของสุทัสสา อ่อนค้อม เป็นการโกหกที่ใช้ไม่ได้เลย

กรณีของพระมหาโชดกกับหลวงพ่อวัดปากน้ำนั้น ถ้าเปรียบเทียบกับยุคปัจจุบัน คล้ายๆ กับการที่เราไปเข้าสัมมนาหรืออบรมหลักสูตรใดหลักสูตรหนึ่ง

ดังนั้น ถ้าพระมหาโชดกกับสาวกพูดเพียงแค่ว่า พระมหาโชดกเป็นวิทยากรในการสอนครั้งนั้น มันก็เป็นสิ่งที่ถูกต้อง 

แต่ไปป่าวประกาศโฆษณาว่า หลวงพ่อวัดปากน้ำเป็นลูกศิษย์พระมหาโชดกนี่ มันก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรกระทำกันจริงๆ 

เพราะหลวงพ่อวัดปากน้ำไม่เคยพูด ไม่เคยบันทึกไว้เลยว่า พระมหาโชดกเป็นอาจารย์ของท่าน

ต่อมาก็คือ ข้อความนี้

เรื่องที่สามสำคัญที่สุด ขอให้เธอจดจำไว้ และทำให้ได้อย่างเรา คือ เราจะไม่ไปเกิดที่ไหนอีก แล้วเราก็ได้ลูกศิษย์คนแรก และคนสุดท้ายที่เราได้ถ่ายทอดวิชาสติปัฏฐาน 4 ให้

เขามีศักดิ์เป็นหม่อมเจ้า แต่ไม่เปิดเผยให้ผู้ใดรู้ แม้แต่เราเขาก็ไม่บอก ศิษย์ผู้นี้เรียนจบแพทย์จากมหาวิทยาลัยปารีส ประเทศฝรั่งเศส

เป็นอาจารย์สอนอยู่ศิริราช เกษียณอายุแล้วมาบวชเป็นลูกศิษย์กรรมฐานคนแรกของเรา

เป็นคนสำคัญมาก ขอให้เธอจำชื่อเขาให้ดี “พระวิญญาณ์” คือ ชื่อของเขา หมดธุระของเราแล้ว เราไปละนะ” แล้วนิมิตนั้นก็หายไป

เรื่องนี้ เป็นการบิดเบือนที่น่ารังเกียจสุดๆ ก็สมควรกับกรรมหนักที่สุทัสสา อ่อนค้อมควรได้รับแล้ว

สุทัสสา อ่อนค้อมไปปั้นเรื่องว่า หลวงพ่อวัดปากน้ำนั้น นอกจากไปเรียนกับมหาโชดก ยอมรับว่ามหาโชดกเป็นอาจารย์แล้ว 

หลวงพ่อวัดปากน้ำยัง “ถ่ายทอดวิชาสติปัฏฐาน 4” ให้กับลูกศิษย์ของหลวงพ่อแล้ว  เป็นคนแรกและคนสุดท้ายเสียด้วย

ผมอ่านแล้ว สุทัสสา อ่อนค้อมจบปริญญาเอกมาได้อย่างไรผมไม่รู้ แต่ไม่ได้มีคุณธรรม จริยธรรมอะไรเลย

จะโกหกทั้งที ก็ให้มันสมเหตุสมผลหน่อยก็ไม่ได้

ไม่มีเอกสารใดๆ และไม่มีประวัติของหลวงพ่อวัดปากน้ำปรากฏ ณ ที่ใดว่า หลวงพ่อวัดปากน้ำสอนยุบหนอพองหนอของพระมหาโชดก

ในช่วงที่พระมหาโชดกมามาเปิด “อบรมภาคบังคับ” หลวงพ่อวัดปากน้ำ ณ ที่วัดปากน้ำนั้น หลวงพ่อวัดปากน้ำก็ยังเผยแพร่วิชาธรรมกายตามปกติ

ในประเด็นของสติปัฏฐาน 4 นั้น การสอนของพระพม่ากับมหาโชดกมันไม่ใช่สติปัฏฐาน 4 ผมวิพากษ์วิจารณ์ไปมากแล้ว ขอให้ไปอ่านได้ที่นี่

สติปัฏฐาน 4
01. ดร. สนองกับยุบหนอพองหนอ  http://sanongphongyup.blogspot.com
02. กายในกายคืออะไร  http://whatisbodyinbody.blogspot.com
03. กายในกายภายในภายนอก  http://bodyinbodyinandout.blogspot.com
04. กายธรรมสติปัฏฐาน  http://kaithamsatipatthan.blogspot.com
05. สติปัฏฐาน 4 ไม่เป็นวิปัสสนา  http://satipatthan.blogspot.com
06. พระพม่าตาบอด  http://blindburmamonk.blogspot.com
07. ความหลงผิดของพระพม่า  http://burmamonkbemisguided.blogspot.com/
08. สติปัฏฐานได้เพียงสติสัมปชัญญะ  http://satisampachanya.blogspot.com
09. เอกายนมรรค!!!  http://akayanamak.blogspot.com
10. มักกะลีผล  http://makkaliphol.blogspot.com/
11. มหาสีสยาดอ  http://Mahasisayadau.blogspot.com
12. มหาโชดก  http://mahachodok.blogspot.com/
13. แนบ มหานีรานนท์  http://neapnamruup.blogspot.com
14. โกเอ็นกา  http://koenga.blogspot.com/
15. หลวงพ่อเทียน  http://luangphotian.blogspot.com/


การปฏิบัติธรรมที่เป็นสติปัฏฐาน 4 จริงๆ ก็คือ วิชาธรรมกายนี่แหละ  ลองไปอ่านงานเขียนของหลวงปู่ชั้วดูที่นี่  

บันทึกของหลวงปู่ชั้ว  http://luangpuchauw.blogspot.com